แมงปอ 的个人资料นายแมงปอ照片日志列表 工具 帮助
4月5日

the note book

ไปทำงานหนังสือ  มาได้สามวันเหนื่อยมากๆ ไม่ได้เจอะเจอหน้าคุณเพื่อนๆ เลย(รวมถึงคุณอาจารย์ด้วย นับตั้งแต่เปิดเรียนซัมเมอร์มายังมะเคยเหงหน้าอาจารย์เลยซักครั้งงะ) ไม่รู้ว่ากว่าจะจบงานหนังสือป๋มจะเดี้ยงขนาดไหนเนี่ย เฮ้อ
 
นอกจากไปขาย แล้วยังมีโอกาสได้ไปเดินดูงานมาแวบๆๆ เลยได้ The Note BooK ของ Nicholas Spark มาซะหนึ่งเล่ม (แนะนำคับหนังสือเล่มนี้)
เปนเรื่องราวความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่ต้องฝันฝ่าอุปสรรคและการพลัดพรากจากกัน จนกระทั้งได้มาครองรักกันในที่สุดแต่สุดท้ายโชคชะตายังกลับกั้นแกล้งความรักของเค้าทั้งสองคนอย่างร้ายกาจ แต่ด้วยรักแท้ที่เค้าทั้งคู่มีต่อกันปาฏิหารย์จึงเกิดขึ้น!!!  นิยายโรแมนติกที่อ่านแล้วคุณจะนำตาไหลพราก ในบทสุดท้าย ซึ้งใจในความรักของโนอาห์ที่มีต่อแอลลี อิ่มเอมในรสชาตืของคำว่ารักแท้ และคุณจะเหงาขึ้นมาทันทีหากคุณยังไม่มีรักแท้ในหัวใจ (นี่...เน่าแมะ)
 
 
 
"ผมรักคุณ...แอลลี ผมเป็นตัวผมทุกวันนี้ก็เพราะคุณ
คุณคือเหตุผลทั้งหมด ความหวังทั้งมวล และความฝันทั้งสิ้นที่ผมเคยมี
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราในอนาคต เราจะอยู่ด้วยกันทุกวัน
และแต่ละวันจะเป็นวันดีพิเศษสุดสำหรับผม ผมจะเป็นของคุณตลอดไป"
...โนอาห์
 
 
"ขอให้คุณเข้าใจว่าฉันรักคุณและจะรักตลอดไป
และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็ได้ผ่านชีวิตมาอย่างสมบูรณ์แล้ว...เพราะมันคือชีวิตที่มีคุณ"
...แอลลี
 
 
"LOVE, IN THESE LAST AND TENDER HOURS
is sensitive and very pure
COME MORNING LIGHT WITH SOFT-LIT POWERS
to awaken love that s ever sure."
 
 
 
 
แค่ครั้งเดียว  ในชีวิต ผมขอให้มีรักแท้แบบโนอาห์กับแอลลี(ชาตินี้จะมีไหมละเนี่ย) แค่นี้ชีวิตก็สมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมาเพิ่มเติมอีก เพราะความรักคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจอย่างแท้จริง
"LOVE IS LIKE OXYGENT"
 
3月26日

เรื่องของเมื่อวาน วันนี้และพรุ่งนี้ กับเรื่องไร้สาระของผม

วันนี้ไปดูคุณละครเวทีมา เรื่องวิวาห์คาบาเรต์ นำแสดงโดยคุณตั๊ว กะ คุณนีโน่  คุณตั๊วแอบเล่นดีเล่นเปนเกย์ได้เหมือนดี ส่วนคุณนีโน่ก็เปงกระเทยแฟนคุณตั๊ว ฮาดี แต่พลาดเยอะแอบ มีเล่นนอกบทเพื่อแก้สถานการณ์ อิอิ แต่แอบชอบคุณมอริสเค ตลกดี(เปงคุณกะเทยที่บึกบึนมั่กมาก)  สรุปโดยรวมก็โอเคพอใช้ได้ แต่สู้คุณอลหม่านหลังบ้านทรายทองไม่ได้งะในสายตาเรา
 
เมื่อวาน วันเกิดแม่ป๋ม ต้องตื่นมาแต่เช้าในรอบ 10 ปี(เกินจริงไปนิ้ดส์หนึ่ง) เพื่อไปทำบุญ ตอนสายๆ ป๋มก็ออกมาข้างนอกกะว่าจะมาเปลี่ยนสีคุณผมซักหน่อย แต่คิดไปคิดมาเอาตังไปหาหมอสิวดีก่า ก้อเลย ไม่ได้ทำ เลยไปซื้อคุณเค้กมาให้แม่เปงของขวัญวันเกิด(ที่จริงแล้วอยากกินเองงะ)  พอกลับบ้านแม่ด่าว่าไปซื้อมาทำไมเปลื่องตัง เฮ้อ กำ(หวังดีนะเนี่ยกลับโดนด่า)   ตอนเย็นก็ออกไปกินไรกันข้างนอกกับคุณญาติๆๆ  ก็มีความสุขดี นานๆที แม่จะออกจากบ้านหลังจากออกจากคุณโรงพยาบาล ค่อยดูสดชื่นหน่อย อิอิ
 
 
วันนี้ ก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อจะรีบกลับมากรุงเทพ มาให้ทันดูคุณละครนั่นแระ มาเกือบไม่ทันแนะ ดีนะที่เค้าเล่นช้ากว่าเวลาจริง พอดูละครเสร็จก็ไปหาหมอสิว(ตามแผนการที่วางไว้เมื่อวานนั่นเองงะ) ที่คลีนิคคุณพรเกษม เสียค่ายาไป 880 บาท หมดตัวเหอะๆๆๆ อยากเปงหมอสิวจัง รวยดี คุณหมอ พูดประมาณ สองประโยค 20 วินาที ก็ตรวจเสร็จ เหอะๆๆ หาคุณพรเกษมเสร็จก็ต้องรีบกลับคุณคอนโด เพราะมีภาระกิจต้องทำ ต้องอ่านคุณหนังสืออีก 3 เล่ม เพื่อเปงข้อมูลในการขายหนังสือ ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (อ่อ ป๋มยังไม่ได้บอกพวกคุณละสิ ว่าป๋มต้องไปทำงานขายหนังสือให้กับสำนักพิมพ์บริส ในเครือของคุณแกรมมี่ ช่วงนี้เลยไปตึกแกรมมี่บ่อยหน่อย เจอคุณเดอะสตาร์ครบทุกคนเลยงะ งานหนังสือเรื่ม วันที่ 29 มีนานี้ อย่าลืมไปเที่ยวกีนละ ) ---ที่ทำงานหนังสือเนี่ยก็ไม่ใช่เพราะขยันหรือไรหรอกนะแต่อยากได้เงินและก็จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องไปเรียนซัมเมอร์ เหอะๆๆลงคุณพาณิชนาวีย์ กะ คุณนิติเวชไปสองตัวอิอิ--- แต่พอกลับมาคอนโด กลับมานั่งดูคุณเดอะสตาร์ซะงั้น ดูเสร็จ ก้อมาอัพบล็อก อยู่นี่ ยังไม่ได้อ่านเลยงะ(ป๋มลืมบอกไปป๋มเปนคนมีความรับผิดชอบสูงนะ 555) แต่ไงก็ต้องอ่านให้จบก่อน 28 อะ
 
 
พรุ่งนี้  นัดเจอคุณเพื่อนเก่าสมัยมัธยม อิอิ ไม่ได้เจอกันนาน(นานมั่กมากจนจะเลิกคบกันอยู่แระ) มีคุณ ยิ่ง กะคุณเฟิร์น เรียนคุณหมอ อยู่ที่ ณเรศวร กะ คุณยิม เสดทำมะสาด ที่อยู่มหาลัยเดียวกาน แต่แถบไม่เจอหน้ากานเลย(ทั้งหมดหนี้เปงอดีต---ไม่ใช่สิปัจจุบันก็ยังเปงเพื่อนกันอยู่--กลุ่มเพื่อนที่ชื่อว่า miofy ขาดคุณเมย์ไปคนเดียว เปงเพื่อนที่รักและกลมเกลียวสามมัคคีกันมากๆๆๆๆ ขนาดไปดูหนังด้วยกัน มีที่นั่งติดกัน แต่อยู่หน้า ๆหน่อย ทุกคนพร้อมใจกันแยกกันนั่งคนละทีเพื่อความสะดวกสบายในการชม รักกันมากจิงๆๆ) ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งที่ไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงและไม่มีสิ่งใดที่จะมาขวางกั้นและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเราไปได้(เวอร์แมะ) ทำให้เราต้องนัดเจอกันในวันพรุ่งนี้ เมื่อพันธมิตรแห่งแหวนกลับมารวมตัวกัน ความมันส์จะบังเกิด อิอิ
 
 
ส่วนเรื่องสุดท้ายที่อยากจะบอกในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของเมื่อวาน วันนี้ หรือ พรุ่งนี้ แต่เปงเรื่องที่เกิดขึ้นทุกๆๆ วัน อยากจะบอกว่า .....คิดถึงมากๆๆนะงับ ":)
3月14日

จากรังสิตที่อบอุ่นสู่ท่าพระจันทร์ที่เก่าแก่

เหลืออีก 1 ตัว กะสองวัน ยังมามัวเล่นเนตอยู๋ได้ไม่รู้จักอ่านหนังสือ แย่จัง
วันนี้กลับมาทุ่งรังสิตอีกครั้ง นึกแล้วก็ใจหายเหมือนกันนะเนี่ย อีก สองวันก็ต้องจากทุ่งรังสิตสู่เขตวังหลวงท่าพระจันทร์  ชีวิตที่ทุ่งรังสิตถึงแม้หลายคนจะบอกว่าหางไกลความเจริญ แต่กลับเปงสังคมที่มีความอบอุ่นอย่างปะหลาด ชีวิตมหาลัยปีหนึ่ง-สองนั้นเปงช่วงชีวิตที่มีค่ามากที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เพราะในทุ่งรังสิตน้อยของเรามีทุกสิ่งที่เราต้องการมีเพื่อน มีสังคมและบรรยกาศที่อบอุ่นและผมไม่มีวันจะลืมสิ่งเหล่านั้นได้ลง
---ผมขอสัญญาว่า----
 
จะไม่มีวันลืมวันเวลาที่ขี่จักรยานเล่นกับเพื่อนรอบรั้วมหาลัยพร้อมกับบทเพลงที่พวกเราร้องขับกล่อมให้บรรดาหิ่งห้อยในมหาลัยฟัง
 
จะไม่มีวันลืมอินเตอร์โซนสถานที่นัดพบของผมและเพื่อนเจซีที่มีความสุขทุกครั้งที่ได้พบและเจอหน้าพวกเค้า
 
จะไม่มีวันลืม อินเตอร์ปาร์คที่ได้ไปนั่งกินนั่งคุย กับนู๋นิจเพื่อนที่หลายคนคิดว่าเปงแฟนกัน
 
จะไม่มีวันลืม ตลาดนัดทุกวันจันกับพฤหัส ที่ทำให้เราได้อิ่มท้อง และช็อปปิ้ง กันตามแบบฉบับของพวกเราชาวมธ.
 
จะไม่มีวันลืมห้อง 309และห้อง104 อันเป็นห้องที่ใช้สิงสถิตอยู่
 
จะไม่มีวันลืม ห้างฟิวเจอร์ ห้างสรรพสินค้าที่หรูหราและทันสมัยที่สุดประจำย่านนี้
 
จะไม่มีวันลืมสระนำโซนบี ที่เราเคยไปนั่งร้องเพลงและเล่นกีตาร์ด้วยกันจนถึงหอปิด
 
จะไม่มีวันลืมรถยนต์ของคุณนุกที่ทำให้เรากับเพื่อนได้ไปไหนมาไหนด้วยดันตลอด
 
จะไม่มีวันลืม ช่วงเวลาที่ผมเสียใจที่สุดและที่มีมะปราง อั้ม ผึ้ง คอยเคียงข้าง
 
จะไม่มีวันลืม เมท ของผม ที่ทนอยู่กับผมมาได้ตั้งหนึ่งปี
 
จะไม่มีวันลืม หอพระ ศาลพระภูมิ ท่านอาจารย์ป๋วย ท่านอาจารย์สัญญา พ่อปรีดี ที่เราได้ไปกราบไหว้ท่านทุกครั้งก่อนสอบ เพื่อให้เรารอดพ้นจากชะตากรรมที่โหดร้าย
 
จะไม่มีวันลืม7eleven โซนซีครัวประจำมหาลัยโดยเฉพาะช่วงสอบ
 
จะไม่มีวันลืมก๋วยเตี๋ยวป้าตุ้มที่ต้องรอคิวนานที่สุดในโลก
 
จะไม่มีวันลืมส้มตำสะพานสูงส้มตำที่อร่อยที่สุดในโลก
 
 จะไม่ลืม เพื่อน ๆ ชาว ปาล์มขวด ทุกคน ที่คอยช่วยเหลือตลอดมา
 
และสุดท้ายจะไม่มีวันลืมความสุข ความอบอุ่น ตลอดช่วงเวลาที่เสียใจและร้องไห้ ในเหตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
ผมจะไม่มีวันลืมคุณ นะ ธรรมศาสตร์รังสิต
 
 
 
3月12日

การเข้ามาและเปลี่ยนแปลง

สอบผ่านไปแล้ว 5 ตัวเหลือ อีก หนึ่งตัว เปงการสอบที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตเลย บางตัวเครียดจนอยากจะร้องไห้เลยงะ แต่มันก็ผ่านมาแล้ว ผลจะเปงยังไง ไว้คอยดู แต่ทำสุดความสามารถแล้นละ 
เดือนกุมภา ชีวิตเปลี่ยนไปมากเลย มีบางสิ่งเข้ามาในชีวิต และเราก็ต้อนรับมันด้วยความเต็มใจ ทั้งๆ ที่ท้ายที่สุดแล้วแล้วเราอาจจะต้องเสียใจกับการเข้ามาของมันก็ได้ แต่ป๋มก็เสี่ยงที่จะรับมันเข้ามาและเตรียมพร้อมที่จะรับผลที่ตามมาด้วย การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอิอิ
 

日志


8月18日

Paris,Je T'aime

 
เมื่อสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์เรื่องหนึ่ง
"paris,je t'aime : มหานครแห่งรัก"
 
เป็นหนังสั้นทั้งหมด 18 เรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดผ่านผู้กำกับกว่า 20 ชีวิต
ทั้ง 18 เรื่องต่างมีวิธีการเล่าเรื่อง ตลอดจนมุมมอง มุมกล้องและบรรยากาศที่แตกต่างกัน
แต่ทั้ง 18 เรื่องต่างพูดถึงคำๆ เดียว คือคำว่า "ความรัก"
และทั้ง 18 เรื่องต่างถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านหลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างคนแปลกหน้า ชายกับหญิง ชายกับชาย
แม่กับลูก พ่อกับลูก หรือความรักคู่ที่แต่งงานกันมานานแล้ว
ซึ่งทุกเรื่องมีฉากหลังของเรื่องเป็นฉากเดียวกัน คือ กรุงปารีส
มีหลายเรื่องหลายตอนทีเดียวที่ผมประทับใจแต่เรื่องที่ผมประทับใจมากที่สุด
คือเรื่องที่ 18 เรื่องสุดท้าย
"14e arrondissement"
เป็นเรื่องราวของสาวอเมริกันร่างท้วม
วัยกลางคน ชื่อ "แครอล"
แครอลเป็นตัวแทนของหญิงอเมริกันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ
นอกจากจะไม่มีอะไรพิเศษแล้วเธอยังไม่ได้มีฐานะที่ดีมากนัก
เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่เป็นโสด อยู่คนเดียว โดยมีสุนัขเป็นเพื่อนใจ
เธอได้มีโอกาสเรียนภาษาฝรั่งเศสที่อเมริกา ซึ่งเธอก็พูดได้เพียงงูๆปลาๆ
แต่เธอก็อดออมเก็บเงินเพื่อวันหนึ่งเธอจะมาเที่ยวกรุงปารีสให้ได้
และเธอก็ได้มาเที่ยวกรุงปารีสเพียงลำพัง
เมื่อเธอมาถึงกรุงปารีสเธอก็ได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่และมุมเมืองต่างๆ
เมืองที่เค้าว่ากันว่ามีความรักอยู่ทุกแห่งหน
ในระหว่างที่เธอท่องเที่ยวอยู่นั้น
ความรู้สึกบางอย่างก็คลืบคลานเข้ามาในตัวเธอ
เมือเธอได้ยืนอยู่บนตึกสูงในมหานครปารีส
เมือเธอได้เห็นมหานครปารีสในมุมกว้างอย่างเต็มตา
เมื่อเธอได้ค้นพบว่ามหานครแห่งนี้สวยงามเพียงใด
เธอกลับได้รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเธอขาดหายไป
บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตเธอยังไม่สมบูรณ์
มันทำให้เธอรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนมาร่วมชื่นชมความงามของมหานครนี้กับเธอก็คงดี
มันทำให้เธอนึกถึงแฟนเก่าของเธอที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นสิบปี
มันทำให้เธอกลับมาคิดว่าถ้าตอนนี้เค้ามายืนอยู่ตรงนี้ด้วย เค้าจะมีความสุขมากแค่ไหนหนอ
อีกในมุมหนึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเหงาจับใจ
และเมื่อเธอเดินเข้าไปในสวนสาธารณะกลางมหานครปารีส
บรรยากาศรอบข้างเธอต่างอบอวลไปด้วยความรัก
มันทำให้เธอตลกกับโชคชะตาและชีวิตของเธออย่างขำไม่ออก
ที่เธอเป็นผู้หญิงชาวต่างชาติที่ไม่รู้จักใครเลยในมหานครแห่งนี้
และไม่มีใครสักคนที่เธอจะรอ...และรอเธอ
และต้องมานั่งอยู่กลางสวนสาธารณะเพียงลำพัง
แต่ก็มีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในตัวเธอ
เธอเพิ่งเข้าใจ..เพิ่งเข้าใจ..และยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเธอเอง
เธอได้บอกกับตัวเองว่า

“การนั่งอยู่ในสวนสาธารณะคนเดียวในต่างประเทศ

ห่างไกลจากงานและผู้คนที่ตัวเองคุ้นเคยทำให้ความรู้สึกต่างๆ ท่วมท้นขึ้นมา

มันเหมือนกับว่าจะสามารถจดจำบางสิ่งบางอย่างที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนได้

หรือว่าเป็นสิ่งที่กำลังรอมาทั้งชีวิตแต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

อาจจะเป็นบางสิ่งที่หลงลืมหรือบางสิ่งที่สูญหายไปตลอดทั้งชีวิต

และในช่วงเวลาเดียวกันก็รู้สึกร่าเริงระคนเศร้าสร้อย

แต่ก็ไม่โศกมากนักเพราะว่าฉันรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่...ใช่ มีชีวิต

และนั่นคือช่วงเวลาที่ฉันตกหลุมรักปารีส

ซึ่งฉันรู้ว่าปารีสก็ตกหลุมรักฉัน"

 

ในเรื่องสุดท้ายนี้ ในบางช่วงของหนังทำให้ผมยิ้ม
ในบางช่วงของหนังทำให้ผมตลก
ในบางช่วงของหนังทำให้ผมซาบซึ้ง
และในบางช่วงของหนังก็ทำให้ผม...เหงาจับใจ
หนังสามารถสะท้อนชีวิตตลกร้ายของแครอลออกมาได้ดีเหลือเกิน
มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตของตัวเองเลยทีเดียว
มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแบบแครอล
ถ้าเป็นแบบแครอลชีวิตจะเหงาเพียงใด
การอยู่คนเดียวเพียงลำพังมันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
การที่ตื่นและลืมตาขึ้นมาโดยไม่มีคนเคียงข้างมันคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้านัก
เพราะฉนั้นใครที่มีส่วนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดแล้ว
จงรักษามันไว้เถอะคัพ รักษามันไว้ อย่าให้มันขาดหายไป
อย่ารักษามันเพียงแค่ฉาบฉวย
จงตระหนักและระลึกถึงคุณค่าของมัน
เพราะคุณโชคดีกว่าใครหลายคนมากที่เค้ายังขาดส่วนนั้นอยู่
และกว่าแต่ละส่วนจะเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกันได้มันยากส์มากที่เดียว
และที่ร้ายไปกว่านั้นการเริ่มต้นใหม่ เป็นสิ่งที่ยากส์กว่า
เชื่อผมเถอะคัพ ทุกคนต้องการส่วนเติมเต็มของชีวิตเสมอ
 
สุดท้ายที่ผมอยากจะบอก
ภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้ผมอยากไปปารีสเหลือเกินคัพ
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยเสน่ห์
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความเป็นมา
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความโรแมนติค
อีกทั้งยังเป็น...มหานครแห่งรัก
ผมอยากจะไปมหานครแห่งนี้พร้อมกับส่วนที่เติมเต็มชีวิตผม
เพื่อจะบอกกับมาหานครแห่งนี้ว่า
"paris,je t'aime"
 
 
ปล.1 je t'aime = i love u = ฉันรักเธอ
ปล.2 อัพบล็อกแล้วนะคัพ เข้ามาอ่านด้วย
 
 
 
 
 
7月21日

ความหวังและความคาดหวัง

 
มีคนบอกผมว่า "ความหวัง" เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้ คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง
แต่ก็มีอีกคนบอกผมว่าบางครั้งความหวังก็ทำให้เราเสียใจ และทุกข์ใจเมื่อไม่สมหวัง ดังนั้นจงอย่าคาดหวัง
ทั้งสองท่านล้วนมีเหตุผลอยู่ในมุมมองของตน
ซึ่งถ้าใครได้ฟังท่านใดท่านหนึ่งพูด ก็คงจะเห็นด้วยกับท่านเหล่านั้น
ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับทั้งสองท่าน
เพราะถ้าคนเราไม่มีความหวังเลย โลกทั้งโลกนี้คงห่อเหี่ยว
ผู้คนมากมายก็จะไม่มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิต
ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป เพื่ออะไร ในเมื่อทำไปก็ไม่มีความหวัง
ตลอดจนสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนโลกนี้คงไม่เกิดขึ้น
เพราะความหวังเป็นแรกผลักดันส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์
ความสวยงามต่างๆ ในชีวิตคงหายไป
กำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่างๆ คงไม่มี
ดังนั้นหากชีวิตใครขาดความหวัง เค้าผู้นั้นคงอยู่อย่างหดหู่
และไร้เรียวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
แต่ในทางกลับกันความหวังก็อาจจะเป็นตัวทำลายเราได้
ถ้าเรามี "ความคาดหวัง" ในความหวังมากเกินไป
เมื่อเรามีความคาดหวังที่มากเกินไป จะทำให้เราคิดว่ามันต้องสมหวังสิ
เมื่อเราคิดว่ามันต้องสมหวัง แต่มันกลับไม่สมหวัง
ความคาดหวังในความหวังที่มากเกินไปนั้น ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธอันร้ายกาจ
เข้าทำร้ายจิตใจและตัวของเราเอง
มันจะทำให้เรารู้สึกผิดหวัง พ่ายแพ้ ขาดความมั่นใจ
เสียใจ เหนื่อยหน่าย ตลอดจนอาจจะทำให้เราทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ควรทำ
และร้ายที่สุด มันอาจจะทำให้เราเลิกมี"ความหวัง"กับชีวิตอีกต่อไป
ซึ่งการมี"ความหวัง" เป็นสิ่งที่ดีหากเราไม่คาดหวังมากเกินไป!!
ดั้งนั้นคนเราทุกคนจึงควรมีความหวัง
และต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ด้วยความหวังหากแต่จงอย่าคาดหวังให้มากเกิน
ทุกคนต้องหาความพอดีของคำว่า "ความหวัง" ให้แก่ชีวิตตนเอง
ต้องรู้จักใช้ "ความหวัง" ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะผลักดันให้เราทำสิ่งดี ๆในชีวิต
หากแต่ต้องรู้จักป้องกันไม่ให้ความหวังเหล่านั้นกลับมาทำร้ายเรา
"จงมีความหวังหากแต่อย่าคาดหวัง"
 
ปล1. เป็นการกลับมาอัพซะเปซครั้งแรกในรอบนานนม
ปล2. เพื่อนๆ ผมเอาชีวิตผมกลับมาได้แล้วววววววว
 
 
9月1日

ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

ใกล้สอบ บรรยากาศที่น่าเบื่อ เดิม ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง
ยังจะต้องสอบอย่างนี้อีกกี่ครั้งเนี่ย
ช่วงนี้ชีวิตดูเปลี่ยนจากช่วงเดียวกันในปีก่อนอย่างสิ้นเชิง
ปีที่แล้วอยู่รังสิตได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อนตลอด
ไปกินข้าวปาร์คบ้าง ไปเดินตลาดนัดบ้าง คุยเล่นกับเพื่อนหน้าอินเตอร์โซนบ้าง
ชีวิตที่รังสิต มักมีคนเขียงข้างเราเสมอ
แต่เมื่อมาอยู่ที่ท่าพระจันทร์
เพื่อนบางคนก็อยู่บ้าน บางทีหอก็อยู่กันคนละที
บ้างครั้งกลับหอ ไปรู้สึกว่ามันช่างอ้างว้าง ขนาดนี้เลยหร่อ
เดื่อนหน้าหมูแอม เพื่อนตัวน้อย ก็จะย้ายหอแล้ว
และเราจะเจอเพื่อนที่ไหนอีกวะเนี่ยยยย เหงาตายแน่เลย
แถมยังต้องอ่านหนังสือสอบอีก เซ็ง
คนบางคนก็ไม่ค่อยสนใจ เชอะ
เมื่อวานนั่งแทกซี่ผ่านสวนลุม เหนป้ายไปราชดำริ แม่ง  คิดถึงโว้ย
คิดถึงมากจน เป็นคนงี่เง่าไปแล้วเนี่ย
เปนอย่างนี้ ต้องตกทุกวิชาอย่างแน่แท่ T.T
คิดถึงมากนะคับ >.<
 
                    ปล. ขอโทด นะคับที่งี่เง่าใส่ แต่ก็งี่เง่าอยู่กับคนเดียวนี่แระ
7月15日

รักนะคับ

ช่วงนี้เปิดเทอมแล้วต้องเข้าไปอยู่แถวท่าพระจันทร์ เลยไม่ค่อยมีเวลาอัพซะเปชสักเท่าไรเลย
ช่วงที่หายไปได้ทำสิ่งใหม่ๆ เยอะแยะในชีวิต จนบางครั้งลืมตัวที่จะหยุดคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่
มีหลายคนบอกว่าสติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนเราทำอะไรต้องมีสติ ต้องมีสติในการที่จะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร ต้องมีสติที่จะรู้ตัวว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แล้วคอยเฝ้ามองความรู้สึกของตัวเอง และเค้าว่ากันว่า
ถ้าสามารถเฝ้ามองความรู้สึกของตัวเองได้แล้วคุณจะค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ในตัวคุณเอง
ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของคุณจะถูกดึงออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
 แต่มันคงยากน่าดูกว่าที่คน ๆ คนหนึ่งจะมีสติและจับความรู้สึกของตัวเองได้ตลอดเวลา ผมแอบคิดว่าบางครั้งถ้าเราทำอย่างนั้นได้จริง ๆ เราอาจจะเป็นคนเก็บกดไปเลยก็ได้เพราะพอเรารู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรแล้วเราก็อาจจะฝืนความรู้สึกนั้น จนไม่ได้ระบายความรู้สึกของเราออกมา ก็เหมือนคนที่ต้องแบกอะไร
บางอย่างไว้ตลอดเวลาจนไม่สามารถวางได้
มันคงเหนื่อยน่าดู
 
ผมจึงลองที่จะเลือกไม่คิดดูบ้างว่าชีวิตกำลังทำอะไร
อารมณ์ของผมในการเลือกที่จะดำเนินชีวิตช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นอะไรที่ทำตามอารมณ์จริง ๆ โดยที่ไม่มีเหตุผล อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ชีวิตช่วงนี้จึงได้เจออะไรใหม่ๆ เยอะแยะ
ถ้าทำได้สุดๆ คงจะได้สัมผัสกับคำว่าอิสระจริงๆ 
มันก็เป็นอีกรสชาดหนึ่งนะผมว่า ก็สนุกดี แต่ว่าถ้าชีวิตเรามีแค่เราเพียงคนเดียวเราคงทำอย่างนี้ได้ตลอดชีวิต
แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังมีคนอื่น ที่เค้าห่วงเราและเราห่วงเค้า การใช้ชีวิตแบบนี้ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อย
ผมจึงต้องกลับมาใช้ชีวิตกับความเป็นจริงสักที
ชีวิตนับจากนี้ไปคงต้องหันมาสนใจเรียนมากขึ้น ตั้งใจเรียนมากขึ้น
มองอณาคตของตัวเองให้ชัดขึ้น(ซึ่งพยายามมองมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยชัดสักที)
และต้องหันมาใส่ใจในความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งมากขึ้น
ที่ผ่านมาผมเป็นคนค่อนข้างแข็งกับเค้าพยายามที่จะทำอะไรต้องข้ามกับเค้าตลอดซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะไม่แสดงความรู้สึก เค้าเองก็ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเช่นกัน
ผมรู้ว่าเค้าทำเพื่อผมคนเดียวมาตลอด แต่ผมก็ยังที่จะทำให้เค้าเสียใจบ่อยๆ
มีสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เค้าพอที่จะภูมิใจได้บ้างก็คือเรื่องการเรียน
ผมตั้งใจว่าก็จะตั้งใจเรียนให้ได้มากที่สุดซึ่งมันอาจจะไม่มากเท่าไรในสายตาคนอื่น
แต่ผมก็อยากจะทำอะไรสักอย่างให้เค้าได้ภูมิใจในตัวผมบ้าง
ให้เค้าได้รู้สึกดีในตัวผมบ้าง
ให้เค้าได้รู้สึกว่าเค้าก็ได้รับความรักความอบอุ่นจากผมคนนี้
ให้เค้าได้รู้ว่าเค้าไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกผมดูแลตัวเองได้
และสุดท้ายให้เค้าได้รู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่สำคัญที่สุดในฃีวิตผม
 
ผมอยากจะพูดประโยคหนึ่งกับเค้า แต่มันก็ยากมากจริง ๆ ที่จะพูด ผมอยากจะบอกกับเค้าว่า
"แม่คับ ผมรักแม่นะ"
5月22日

22 พ.ค. 2006

 
 
วันนี้วันที่ 22 พ.ค. 2006 วันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง
แต่วันธรรมดา ๆ วันนี้กลับไม่ธรรมดาสำหรับผม
วันนี้อยู่ดี ๆ ผมก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าผม เนี่ยคือคราย
แท้จริงแล้วตัวเองคือครายกันแน่วะ!!!
มึงรู้จักตัวเองดีแค่ไหนเนี่ยยย
ผมเดินไปส่องกระจกซึ่งปกติผมก็ส่องมันบ่อยอยู่แล้วว
แต่คราวนี้ความรู้สึกมันไม่เหมือนทุกครั้ง
ผมหยุดความคิด ทุกอย่าง และมองตัวเองในกระจกอย่างพิจารณา
เชื่อไหมครับว่า ผมเห็นคนแปลกหน้า ยื่นอยู่ในกระจกบานนั้น
ผมรู้สึกว่าเฮ้ย แม่ง กูไม่เคยรู้จักมึงเลยวะ
ไม่เคยรู้จักมึงมาก่อนจริงๆ
กูไม่เคยเหนสายตาคู่นี้มาก่อน
กูไม่เคยเห็นจมูกแบบนี้
เฮ้ยนี่คือ ริมฝีปากของกูหร่อวะเนี่ย
กูไม่เคยเข้าใจแลยว่าแท้จริงแล้วมึงต้องการอะไร
แล้วผมก็เริ่มเห็นตัวเอง
เห็นว่าแท้จริงแล้วการที่มึงทนงตน ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด
และคิดว่าตัวเองมีมุมมองความคิดที่เหนือกว่าผู้อื่นเนี่ย
มึงคือคนโง่ชัด ๆ มึงคือคนขี้แพ้ แค่ตัวเองมึงยังไม่รู้จักตัวเองเลย
แล้วจะไปรู้จักคนอื่น หรือตีค่าคนอื่นได้ไงวะ
ผมจึงค่อยตั้งสติ แล้วค่อยๆคิดว่าตัวเองคือครายมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
แล้วท้ายที่สุดเนี่ยชีวืตผมต้องการอะไรกันแน่
ผมคิดได้อย่างเดียว อย่างเดียว จริงๆๆๆ
ว่าท้ายสุดในชีวืตตัวผมต้องการอะไร
เฮ้ย ผมแค่ต้องการใครสักคนที่ผมรัก และผมก็รักเค้า
ที่จะใช้ชีวืตอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข
ท้ายสุดแล้วทั้งชีวืตสิ่งที่ผมกำลังค้นหา มันก็แค่คน ๆ เดียวนี่ว่า
นี่ผมกำลังทำอะไรมากมายกับชีวิตเนี่ย ทำไปเพื่ออะไรเนี่ย
สุดท้ายชีวืตต้องการแค่คน ๆ เดียว
แต่แน่นอนว่าคน ๆ เดียวนั้น คือคนที่หายากที่สุดในโลก
แค่คนคนเดียวคนนั้นเป็นคนที่เข้าใจผม
แค่คนคนเดียวคนนั้นเป็นคนที่เราใช้เวลาอยู่กับเค้าได้ไม่มีวันเบื่อ
แค่คนคนเดียวคนนั้นคือคนที่เราไม่มีข้อแม้ให้กับเค้า
แค่คนคนเดียวคนนั้นที่ยามเราลืมตาตื่นเราจะเห็นเค้าเป็นคนแรก
แค่คนคนเดียวคนนั้นจะยืนเคียงข้างเราตลอดไป
แต่แค่คนคนเดียว นี่แระ มันหายากที่สุดในโลก!!!
 
บางครั้งความรู้สึกบางอย่างก็วูบผ่านเข้ามาในชีวืต
บางครั้งความเหงาก็ผ่านเข้ามาในชีวืตทั้ง ๆ ที่วันนั้นเป็นวันธรรมดา ๆ นี่เอง
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ผมรู้สึกเหงาจับใจ ไม่รู้จะโทรหาใคร
ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่รู้จะทำอะไร
มีคนบกโลกนี้มากมายเป็นล้านคนแต่กลับไม่มีสักคนที่ผมจะโทรหาได้
จะมีก็แต่คนที่ผมคิดจะโทรหาแต่ผมไม่กล้าโทรหาเพราะผมกลัว
กลัว กลัว กลัว กลัว และกลัว
กลัวว่าผมจะเสียเค้าไปนั่นเอง กลัวว่าวันหนึ่งความหวังที่ผมแอบหวังมาตลอดมันจะมอดดับไป
ถึงมันจะเป็นความหวังที่ผมอาจจะหลอกตัวเองก็ตามแต่ผมก็ยังจะรักษามันไว้
เพราะผมขาดความกล้าที่จะเผชิญกับการผิดหวัง
ใครก็ได้ช่วยให้ผม มีความกล้า หน่อยเถอะ
ผมจะได้เผชิญกับความจริงสักที
 
เออ ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งว่าวันที่ 22 พ.ค.2006 เนี่ย
จริงๆ แล้วมัน ไม่ใช่วันธรรมดาหรอกนะ
เพราะวันที่ 22 พ.ค. 2006 เนี่ยคุณมีวันเดียวในชีวืตคุณ
คุณไม่สามารถ เอาวันที่ 22 พ.ค. 2006 กลับมาได้อีก
ดังนั้นวันนี้จึงไม่ใช่วันธรรมดา หากแต่เป็นวันนี้ที่พิเศษ พืเศษ และพิเศษ
 
ขอบคุณที่ทนอ่าน
 
5月15日

HOW TO WIN FRIENDS & influence people

 บนโลกนี้มีเรื่องมหัศจรรยศ์มากมาย เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ
บางที...เรื่องของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่เราพลาดไป อาจทำให้เราพลาดโอกาสครั้งสำคัญ ๆ ในชีวิตไป
บางที...การใส่ใจในลายละเอียดเพิ่มขึ้นซักหน่อย ก็อาจทำให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว กลายเป็นสื่งที่สมบูรณ์
และ บางที...การที่เราหันมาใส่ใจ คนรอบข้างมากขึ้นด้วยวิธีการง่ายๆที่จริงใจ อาจสร้างปาฎิหารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวืตของคนรอบข้างคุณก็ได้
 
HOW TO WIN FRIENDS & influence people
         เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกประทับใจมากและอยากที่จะแนะนำให้อ่านกัน เป็นหนังสือที่ว่าด้วยศิลปะการผูกมิตรและจูงใจคน ผมพึ่งมีโอกาสได้อ่านทั้งๆ ที่เป็นหนังสือที่ดังมากและมีมานานมากแล้ว เป็นหนังสือที่ทำให้ผมเห็นความสำคัญของคนอื่นมากขึ้น เห็นความสำคัญของการชมเชยมากขึ้น เห็นความสำคัญของรอยยิ้มที่จริงใจมากขึ้น
        โดยปกติแล้วส่วนตัวผมเองเป็นคนที่จะไม่ค่อยคุยกับคนที่ไม่รู้จัก และจะไม่ทักใครก่อนถ้าคนคนนั้นไม่ทัก คนภายนอกจึงมักจะมองว่าผมค่อนข้างเข้าถึงอยากและอาจจะมีโลกส่วนตัว และผมค่อนข้างจะเป็นคนแข็ง ๆ ไม่ค่อยกล่าวชื่นชมใครๆเลย
 
         จากหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมรู้ว่าบางครั้งแค่คำชมเชยอย่างจริงใจเพียงไม่กี่คำ เพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ อาจเปลี่ยนชีวิตและเป็นกำลังใจให้คนอื่น ๆ ได้มาก มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ มันเปนเรื่องของ คริส โดยการเล่าจากอาจารย์โรวแลนด์ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของคริสนั่นเอง
 
"คริสเป็น คนเงียบขรึมมาก เป็นเด็กประหม่าอาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง ท่าทางของเขาก็เป็นเหมือนเด็กนักเรียนซึ่งมักถูกมองข้าม ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร นอกจากสอนการช่างเบื้องต้นแล้ว ผมยังสอนการช่างชั้นสูงอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นชั้นที่เหมือนเป็นสัญญลักษณ์ของผู้มีฝีมือ และเป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักเรียนคนใดจะมีโอกาสได้เรียนต่อชั้นนั้น"
 
"วันพุธ คริสกำลังทำงานฝีมือด้วยความขยันมุมานะ อยู่ตรงโต๊ะเรียนของเขา สำหรับเด็กคนนี้ผมรู้สึกจริงๆ ว่ามีไฟซ่อนอยู่ล้ำลึกในตัวเขา ผมถามคริสว่า... ต้องการไปเรียนการช่างชั้นสูงไหม"
 
"ผมอยากให้ ตัวเองสามารถบรรยายสีหน้าและแววตาของคริส อนนั้นออกมาได้... อารมณ์ที่ปรากฎบนใบหน้าเด็กชายวัย 14 ที่มีแต่ความประหม่าอาย ผู้ซึ่งพยายามกลั้นน้ำตาสุดความสามารถ"
 
"ผมนะ หรือครับ อาจารย์โรว์แลนด์ ฝีมือผมดีพอเหรอครับ"
 
"ถูกแล้วคริส เธอดีพอ"
 
"เมือพูดมาถึงตอนนั้น ผมก็ต้องรีบเดินผละออกไปเหมือนกันเพราะน้ำตากำลังเอ่อซึมดวงตาของผม"
 
"วันนั้น จังหวะที่คริสกำลังเดินออกจากชั้น ร่างของเขาก็เหมือนสูงกว่าเดิมอีก 2 นิ้ว เขามองผมด้วยดวงตาสีฟ้าแจ่มกระจ่าง กล่าวในน้ำเสียงหนักแน่น เชื่อมั่น..."
 
"ขอบคุณครับ อาจารย์โรว์แลนด์"
 
จากคำพูด เพียงไม่กี่คำของอาจารย์โรว์แลนด์ ทำให้คริสมีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น แค่นี้ก็ทำให้ชีวืตของคริสเปลี่ยนไปแล้ว
เห็นไหมคับว่าอาจารย์โรว์แลน ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ให้เกิดแก่คริส ด้วยสิ่งเล็ก ๆ คือ คำพูดที่ว่า "เธอดีพอ" คำสามคำนี้มีค่ามากมายมหาศาล สำหรับคริส
เชื่อไหมครับว่า พอผมอ่านถึงคำว่า "เธอดีพอ" น้ำตาผมก็กำลังเอ่อเช่นเดียวกับน้ำตาของอาจารย์โรว์แลนด์ เพราะผมรู้สึกว่า...
มันเป็น คำสามคำที่ยิ่งใหญ่มากๆ จริงๆ สำหรับคริส
มันเป็น คำสามคำที่ทำให้ชีวืตที่ท้อแท้กลับมามีกำลังใจคิดจะสู้อีกครั้ง
มันเป็น คำสามคำที่สัตย์จริงแท้ ไม่มีการเติมแต่ง
มันเป็น คำสามคำที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกตื้นตันขึ้นมาทั้งหัวใจ ทั้ง ๆ ที่อาจารยโรว์แลนด์กล่าวคำดังกล่าวให้แก่คริสไม่ใช่ผม
และท้ายที่สุดมันเป็น คำสามคำที่ทำให้ผมเริ่มเห็นความสำคัญของการชมเชยคนอื่นด้วยความจริงใจ
 
มันเรื่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยคำสามคำ ของอาจารย์โรว์แลนด์ แต่มันสามารถทำให้ความคิดและความรู้สึกของคนสองคน คือผมและคริส ที่อยู่กันต่างที่ ต่างการเวลา ต่างสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงไป
 
บางทีสิ่งเล็ก ๆ ของการกระทำของคุณ อาจเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนก็ได้
ดังนั้นจงอย่าละเลยกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย เลยคับ ไม่แน่มันอาจจะทำให้เกิดปาฏิหารย์...
 
4月30日

หาความฝันให้เจอและจงเชื่อมั่นในความฝัน

ไม่ได้ อัพบล็อก ซะนาน เลย ช่วงนี้เข้ามาอยู่หอแถวท่าพระจันทร์เลยไม่ค่อยได้เล่นเนต

 
ช่วงนี้ มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต พบปะผู้คนใหม่ ๆ สังคม ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยสัมผัส ทำให้เราได้มีโอกาส พัฒนาความคิด โตขึ้น และจริงจังกับชีวิตมากขึ้น
 
มีผู้ใหญ่ท่าน หนึ่งบอกกับผมว่า คนเราต้องมีฝัน มีฝันอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องฝันให้ชัดด้วย ถ้าเราฝันไม่ชัดขนาดแค่ฝันยังไมสามารถมองเห็นภาพที่ชัดได้แล้ว ความฝันนั้นมันจะเป็นจริงได้ไง พอมีฝันที่ชัดแล้ว คำถามแรกที่เราควรถามกับตัวเอง ไม่ใช่คำถามที่ว่าทำอย่างไรเราจะไปถึงฝันนั้น แต่ต้องถามว่าทำไมเราถึงฝันแบบนั้น เพราะถ้าเราตอบคำถามข้อนี้ได้แล้ว วิธีการก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป หากแต่การยึดมั่นในความฝันและความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำความฝันนั้นให้สำเร็จต่างหากถึงจะเป็นสิ่งสำคัญ
 
ผม เคยถามเพื่อนผมสองคนว่าโตขึ้นจะทำอะไร คนหนึ่งบอกผมว่า จบแล้วอยากเป็นผู้พิพากษา ผมถามเค้าว่าทำไมถึงอยากเป็นผู้พิพากษา เค้าบอกไม่รู้ก็อยากเป็น ผมว่าเพื่อนผมคนนี้คงจะทำความฝันให้สำเร็จลำบาก เพราะจริง ๆ แล้วเค้าไม่แน่ใจหรอกว่านี่คือความฝันของเค้าจริง ๆ หรือแค่ฝันตามความคิดจากสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมเค้ามา เพื่อนผมคนนี้จะไม่มีความแน่วแน่ในความฝัน เค้าอาจจะเปลี่ยนความฝันของเค้าเมื่อไรก็ได้ เมื่อเป้าหมายในชีวิตเค้าไม่แน่นอนแล้วการเดินทางไปสู่เป้าหมายย่อมยากยิ่งกว่า
 
ส่วน เพื่อนผมคนที่สอง เค้าบอกผมว่า เค้าอยากเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ผมถามเค้าด้วยคำถามเดียวกับเพื่อนคนแรกของผม เพื่อนคนที่สองสามารถตอบได้ว่าทำไมถึงอยากเป็นอาจารย์ แล้วความฝันของเค้าชัดเจนมาก ผมว่าคนแบบนี้แระ ที่จะไปถึงฝันของเค้าได้ เพราะเค้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่วแน่ในเป้าหมายของเค้า
 
ส่วนความฝันของผม นั้นอาจะดูตลกและปัญญาอ่อนไปหน่อย ผมฝันว่าจบไปผมจะมีร้านเบอร์เกอร์รี่เล็กๆ ตกแต่งแบบสบาย ๆ ดูอบอุ่นหน่อย มีเค้กน่าตาน่ารักๆๆ ผมคิดไว้ว่าจะเอาพวกขนมไทยไปเป็นส่วนหนึ่งของขนมเค้ก นั่นคือความฝันหนึ่งที่อยากทำ ถามว่าทำไมผมถึงฝันแบบนั้นนะหร่อ ผมตอบได้แต่ขอตอบในใจแล้วกันอิอิ
 
ผมมีอีกความฝันหนึ่ง ที่อยากจะทำให้สำเร็จมากๆๆๆๆ ผมอยากมีเวลาไปท่องเที่ยวทั่วโลก แบบฉันจะไปที่ไหนพักที่ไหนตามใจฉัน ซักหนึ่งปี ทำไมผมถึงอยากท่องเที่ยวทั่วโลกนะหร่อ ผมว่าการท่องเที่ยวให้อะไรมากมายกับชีวิต คุณจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง เปิดโลกทัศน์ให้กับชีวิต มันให้คุณค่าทางจิตใจ
 
ผมอยากไป หอเอนเมืองปิซ่า ในอิตาลี ไม่ใช่เพราะอยากไปเห็นตึกที่มันเอนแต่ยังคงอยู่ได้ แต่เพราะที่แห่งนั้นมีต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่เซอร์ไอแซกนิวตันนั่งอยู่แล้วมีผลแอปเปิ้ล ล่วงใส่หัว แล้วกฏแรงโน้มถ่วงก็เกิดขึ้น ณ ที่นั่นเป็นครั้งแรกในโลก
 
ผมอยากไป พระราชวังแวร์ซายน์ ไม่ใช่เพราะความสวยงามยิ่งใหญ่ของพระราชวัง หากแต่เป็นสถานที่ที่พระยาโกษาธิบดี เคยเดินทางจากเมืองไทย แล้วมอบคลานเข้าไปมอบพระราชสาสน์ให้แก่พระเจ้าหลุยที่ สิบสี่
 
ผมอยากไป นครวาติกันไม่ใช่เพราะมันเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลก หากแต่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่มากมายเกิดขึนณ ที่นั่น
 
ผมว่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากคือเสน่ห์ของการท่องเที่ยว กลิ่นอายของวัฒนธรรม ของประวัติศาสตร์สำคัญ ๆ ของเหตการณ์ที่ยิ่งใหญ่ คือคุณค่าของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
 
ทุกครั้ง ที่ผมนึกถึงภาพที่ว่าผมได้ไปอยู่ ฌ สถานที่เหล่านั้นจริงๆ ผมจะมีความสุขและสามารถที่จะสัมผัสมันได้ และผมเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าผมจะทำความฝันเหล่านี้ของผมสำเร็จได้
 
"ค้นหาความฝันให้พบ และเชื่อมั่นในความฝัน วันหนึ่งคุณจะถึงฝัน"