แมงปอ's profileนายแมงปอPhotosBlogLists Tools Help
There are no categories in use.

นายแมงปอ

the greatest thing you'll ever learn is just TO LOVE and BE LOVED in return
Photo 1 of 22
August 18

Paris,Je T'aime

 
เมื่อสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ดูภาพยนต์เรื่องหนึ่ง
"paris,je t'aime : มหานครแห่งรัก"
 
เป็นหนังสั้นทั้งหมด 18 เรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดผ่านผู้กำกับกว่า 20 ชีวิต
ทั้ง 18 เรื่องต่างมีวิธีการเล่าเรื่อง ตลอดจนมุมมอง มุมกล้องและบรรยากาศที่แตกต่างกัน
แต่ทั้ง 18 เรื่องต่างพูดถึงคำๆ เดียว คือคำว่า "ความรัก"
และทั้ง 18 เรื่องต่างถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านหลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างคนแปลกหน้า ชายกับหญิง ชายกับชาย
แม่กับลูก พ่อกับลูก หรือความรักคู่ที่แต่งงานกันมานานแล้ว
ซึ่งทุกเรื่องมีฉากหลังของเรื่องเป็นฉากเดียวกัน คือ กรุงปารีส
มีหลายเรื่องหลายตอนทีเดียวที่ผมประทับใจแต่เรื่องที่ผมประทับใจมากที่สุด
คือเรื่องที่ 18 เรื่องสุดท้าย
"14e arrondissement"
เป็นเรื่องราวของสาวอเมริกันร่างท้วม
วัยกลางคน ชื่อ "แครอล"
แครอลเป็นตัวแทนของหญิงอเมริกันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ
นอกจากจะไม่มีอะไรพิเศษแล้วเธอยังไม่ได้มีฐานะที่ดีมากนัก
เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่เป็นโสด อยู่คนเดียว โดยมีสุนัขเป็นเพื่อนใจ
เธอได้มีโอกาสเรียนภาษาฝรั่งเศสที่อเมริกา ซึ่งเธอก็พูดได้เพียงงูๆปลาๆ
แต่เธอก็อดออมเก็บเงินเพื่อวันหนึ่งเธอจะมาเที่ยวกรุงปารีสให้ได้
และเธอก็ได้มาเที่ยวกรุงปารีสเพียงลำพัง
เมื่อเธอมาถึงกรุงปารีสเธอก็ได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่และมุมเมืองต่างๆ
เมืองที่เค้าว่ากันว่ามีความรักอยู่ทุกแห่งหน
ในระหว่างที่เธอท่องเที่ยวอยู่นั้น
ความรู้สึกบางอย่างก็คลืบคลานเข้ามาในตัวเธอ
เมือเธอได้ยืนอยู่บนตึกสูงในมหานครปารีส
เมือเธอได้เห็นมหานครปารีสในมุมกว้างอย่างเต็มตา
เมื่อเธอได้ค้นพบว่ามหานครแห่งนี้สวยงามเพียงใด
เธอกลับได้รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเธอขาดหายไป
บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตเธอยังไม่สมบูรณ์
มันทำให้เธอรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนมาร่วมชื่นชมความงามของมหานครนี้กับเธอก็คงดี
มันทำให้เธอนึกถึงแฟนเก่าของเธอที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นสิบปี
มันทำให้เธอกลับมาคิดว่าถ้าตอนนี้เค้ามายืนอยู่ตรงนี้ด้วย เค้าจะมีความสุขมากแค่ไหนหนอ
อีกในมุมหนึ่งมันทำให้เธอรู้สึกเหงาจับใจ
และเมื่อเธอเดินเข้าไปในสวนสาธารณะกลางมหานครปารีส
บรรยากาศรอบข้างเธอต่างอบอวลไปด้วยความรัก
มันทำให้เธอตลกกับโชคชะตาและชีวิตของเธออย่างขำไม่ออก
ที่เธอเป็นผู้หญิงชาวต่างชาติที่ไม่รู้จักใครเลยในมหานครแห่งนี้
และไม่มีใครสักคนที่เธอจะรอ...และรอเธอ
และต้องมานั่งอยู่กลางสวนสาธารณะเพียงลำพัง
แต่ก็มีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในตัวเธอ
เธอเพิ่งเข้าใจ..เพิ่งเข้าใจ..และยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเธอเอง
เธอได้บอกกับตัวเองว่า

“การนั่งอยู่ในสวนสาธารณะคนเดียวในต่างประเทศ

ห่างไกลจากงานและผู้คนที่ตัวเองคุ้นเคยทำให้ความรู้สึกต่างๆ ท่วมท้นขึ้นมา

มันเหมือนกับว่าจะสามารถจดจำบางสิ่งบางอย่างที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนได้

หรือว่าเป็นสิ่งที่กำลังรอมาทั้งชีวิตแต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

อาจจะเป็นบางสิ่งที่หลงลืมหรือบางสิ่งที่สูญหายไปตลอดทั้งชีวิต

และในช่วงเวลาเดียวกันก็รู้สึกร่าเริงระคนเศร้าสร้อย

แต่ก็ไม่โศกมากนักเพราะว่าฉันรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่...ใช่ มีชีวิต

และนั่นคือช่วงเวลาที่ฉันตกหลุมรักปารีส

ซึ่งฉันรู้ว่าปารีสก็ตกหลุมรักฉัน"

 

ในเรื่องสุดท้ายนี้ ในบางช่วงของหนังทำให้ผมยิ้ม
ในบางช่วงของหนังทำให้ผมตลก
ในบางช่วงของหนังทำให้ผมซาบซึ้ง
และในบางช่วงของหนังก็ทำให้ผม...เหงาจับใจ
หนังสามารถสะท้อนชีวิตตลกร้ายของแครอลออกมาได้ดีเหลือเกิน
มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตของตัวเองเลยทีเดียว
มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแบบแครอล
ถ้าเป็นแบบแครอลชีวิตจะเหงาเพียงใด
การอยู่คนเดียวเพียงลำพังมันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
การที่ตื่นและลืมตาขึ้นมาโดยไม่มีคนเคียงข้างมันคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้านัก
เพราะฉนั้นใครที่มีส่วนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดแล้ว
จงรักษามันไว้เถอะคัพ รักษามันไว้ อย่าให้มันขาดหายไป
อย่ารักษามันเพียงแค่ฉาบฉวย
จงตระหนักและระลึกถึงคุณค่าของมัน
เพราะคุณโชคดีกว่าใครหลายคนมากที่เค้ายังขาดส่วนนั้นอยู่
และกว่าแต่ละส่วนจะเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกันได้มันยากส์มากที่เดียว
และที่ร้ายไปกว่านั้นการเริ่มต้นใหม่ เป็นสิ่งที่ยากส์กว่า
เชื่อผมเถอะคัพ ทุกคนต้องการส่วนเติมเต็มของชีวิตเสมอ
 
สุดท้ายที่ผมอยากจะบอก
ภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้ผมอยากไปปารีสเหลือเกินคัพ
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยเสน่ห์
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความเป็นมา
มหานครที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความโรแมนติค
อีกทั้งยังเป็น...มหานครแห่งรัก
ผมอยากจะไปมหานครแห่งนี้พร้อมกับส่วนที่เติมเต็มชีวิตผม
เพื่อจะบอกกับมาหานครแห่งนี้ว่า
"paris,je t'aime"
 
 
ปล.1 je t'aime = i love u = ฉันรักเธอ
ปล.2 อัพบล็อกแล้วนะคัพ เข้ามาอ่านด้วย
 
 
 
 
 
July 21

ความหวังและความคาดหวัง

 
มีคนบอกผมว่า "ความหวัง" เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้ คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง
แต่ก็มีอีกคนบอกผมว่าบางครั้งความหวังก็ทำให้เราเสียใจ และทุกข์ใจเมื่อไม่สมหวัง ดังนั้นจงอย่าคาดหวัง
ทั้งสองท่านล้วนมีเหตุผลอยู่ในมุมมองของตน
ซึ่งถ้าใครได้ฟังท่านใดท่านหนึ่งพูด ก็คงจะเห็นด้วยกับท่านเหล่านั้น
ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับทั้งสองท่าน
เพราะถ้าคนเราไม่มีความหวังเลย โลกทั้งโลกนี้คงห่อเหี่ยว
ผู้คนมากมายก็จะไม่มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิต
ไม่รู้จะทำอะไรต่อไป เพื่ออะไร ในเมื่อทำไปก็ไม่มีความหวัง
ตลอดจนสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนโลกนี้คงไม่เกิดขึ้น
เพราะความหวังเป็นแรกผลักดันส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์
ความสวยงามต่างๆ ในชีวิตคงหายไป
กำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่างๆ คงไม่มี
ดังนั้นหากชีวิตใครขาดความหวัง เค้าผู้นั้นคงอยู่อย่างหดหู่
และไร้เรียวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
แต่ในทางกลับกันความหวังก็อาจจะเป็นตัวทำลายเราได้
ถ้าเรามี "ความคาดหวัง" ในความหวังมากเกินไป
เมื่อเรามีความคาดหวังที่มากเกินไป จะทำให้เราคิดว่ามันต้องสมหวังสิ
เมื่อเราคิดว่ามันต้องสมหวัง แต่มันกลับไม่สมหวัง
ความคาดหวังในความหวังที่มากเกินไปนั้น ก็จะกลับกลายเป็นอาวุธอันร้ายกาจ
เข้าทำร้ายจิตใจและตัวของเราเอง
มันจะทำให้เรารู้สึกผิดหวัง พ่ายแพ้ ขาดความมั่นใจ
เสียใจ เหนื่อยหน่าย ตลอดจนอาจจะทำให้เราทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ควรทำ
และร้ายที่สุด มันอาจจะทำให้เราเลิกมี"ความหวัง"กับชีวิตอีกต่อไป
ซึ่งการมี"ความหวัง" เป็นสิ่งที่ดีหากเราไม่คาดหวังมากเกินไป!!
ดั้งนั้นคนเราทุกคนจึงควรมีความหวัง
และต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ด้วยความหวังหากแต่จงอย่าคาดหวังให้มากเกิน
ทุกคนต้องหาความพอดีของคำว่า "ความหวัง" ให้แก่ชีวิตตนเอง
ต้องรู้จักใช้ "ความหวัง" ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะผลักดันให้เราทำสิ่งดี ๆในชีวิต
หากแต่ต้องรู้จักป้องกันไม่ให้ความหวังเหล่านั้นกลับมาทำร้ายเรา
"จงมีความหวังหากแต่อย่าคาดหวัง"
 
ปล1. เป็นการกลับมาอัพซะเปซครั้งแรกในรอบนานนม
ปล2. เพื่อนๆ ผมเอาชีวิตผมกลับมาได้แล้วววววววว
 
 
September 01

ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

ใกล้สอบ บรรยากาศที่น่าเบื่อ เดิม ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง
ยังจะต้องสอบอย่างนี้อีกกี่ครั้งเนี่ย
ช่วงนี้ชีวิตดูเปลี่ยนจากช่วงเดียวกันในปีก่อนอย่างสิ้นเชิง
ปีที่แล้วอยู่รังสิตได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อนตลอด
ไปกินข้าวปาร์คบ้าง ไปเดินตลาดนัดบ้าง คุยเล่นกับเพื่อนหน้าอินเตอร์โซนบ้าง
ชีวิตที่รังสิต มักมีคนเขียงข้างเราเสมอ
แต่เมื่อมาอยู่ที่ท่าพระจันทร์
เพื่อนบางคนก็อยู่บ้าน บางทีหอก็อยู่กันคนละที
บ้างครั้งกลับหอ ไปรู้สึกว่ามันช่างอ้างว้าง ขนาดนี้เลยหร่อ
เดื่อนหน้าหมูแอม เพื่อนตัวน้อย ก็จะย้ายหอแล้ว
และเราจะเจอเพื่อนที่ไหนอีกวะเนี่ยยยย เหงาตายแน่เลย
แถมยังต้องอ่านหนังสือสอบอีก เซ็ง
คนบางคนก็ไม่ค่อยสนใจ เชอะ
เมื่อวานนั่งแทกซี่ผ่านสวนลุม เหนป้ายไปราชดำริ แม่ง  คิดถึงโว้ย
คิดถึงมากจน เป็นคนงี่เง่าไปแล้วเนี่ย
เปนอย่างนี้ ต้องตกทุกวิชาอย่างแน่แท่ T.T
คิดถึงมากนะคับ >.<
 
                    ปล. ขอโทด นะคับที่งี่เง่าใส่ แต่ก็งี่เง่าอยู่กับคนเดียวนี่แระ
July 15

รักนะคับ

ช่วงนี้เปิดเทอมแล้วต้องเข้าไปอยู่แถวท่าพระจันทร์ เลยไม่ค่อยมีเวลาอัพซะเปชสักเท่าไรเลย
ช่วงที่หายไปได้ทำสิ่งใหม่ๆ เยอะแยะในชีวิต จนบางครั้งลืมตัวที่จะหยุดคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่
มีหลายคนบอกว่าสติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนเราทำอะไรต้องมีสติ ต้องมีสติในการที่จะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไร ต้องมีสติที่จะรู้ตัวว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แล้วคอยเฝ้ามองความรู้สึกของตัวเอง และเค้าว่ากันว่า
ถ้าสามารถเฝ้ามองความรู้สึกของตัวเองได้แล้วคุณจะค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ในตัวคุณเอง
ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของคุณจะถูกดึงออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
 แต่มันคงยากน่าดูกว่าที่คน ๆ คนหนึ่งจะมีสติและจับความรู้สึกของตัวเองได้ตลอดเวลา ผมแอบคิดว่าบางครั้งถ้าเราทำอย่างนั้นได้จริง ๆ เราอาจจะเป็นคนเก็บกดไปเลยก็ได้เพราะพอเรารู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรแล้วเราก็อาจจะฝืนความรู้สึกนั้น จนไม่ได้ระบายความรู้สึกของเราออกมา ก็เหมือนคนที่ต้องแบกอะไร
บางอย่างไว้ตลอดเวลาจนไม่สามารถวางได้
มันคงเหนื่อยน่าดู
 
ผมจึงลองที่จะเลือกไม่คิดดูบ้างว่าชีวิตกำลังทำอะไร
อารมณ์ของผมในการเลือกที่จะดำเนินชีวิตช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นอะไรที่ทำตามอารมณ์จริง ๆ โดยที่ไม่มีเหตุผล อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ชีวิตช่วงนี้จึงได้เจออะไรใหม่ๆ เยอะแยะ
ถ้าทำได้สุดๆ คงจะได้สัมผัสกับคำว่าอิสระจริงๆ 
มันก็เป็นอีกรสชาดหนึ่งนะผมว่า ก็สนุกดี แต่ว่าถ้าชีวิตเรามีแค่เราเพียงคนเดียวเราคงทำอย่างนี้ได้ตลอดชีวิต
แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังมีคนอื่น ที่เค้าห่วงเราและเราห่วงเค้า การใช้ชีวิตแบบนี้ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อย
ผมจึงต้องกลับมาใช้ชีวิตกับความเป็นจริงสักที
ชีวิตนับจากนี้ไปคงต้องหันมาสนใจเรียนมากขึ้น ตั้งใจเรียนมากขึ้น
มองอณาคตของตัวเองให้ชัดขึ้น(ซึ่งพยายามมองมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยชัดสักที)
และต้องหันมาใส่ใจในความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งมากขึ้น
ที่ผ่านมาผมเป็นคนค่อนข้างแข็งกับเค้าพยายามที่จะทำอะไรต้องข้ามกับเค้าตลอดซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะไม่แสดงความรู้สึก เค้าเองก็ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเช่นกัน
ผมรู้ว่าเค้าทำเพื่อผมคนเดียวมาตลอด แต่ผมก็ยังที่จะทำให้เค้าเสียใจบ่อยๆ
มีสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เค้าพอที่จะภูมิใจได้บ้างก็คือเรื่องการเรียน
ผมตั้งใจว่าก็จะตั้งใจเรียนให้ได้มากที่สุดซึ่งมันอาจจะไม่มากเท่าไรในสายตาคนอื่น
แต่ผมก็อยากจะทำอะไรสักอย่างให้เค้าได้ภูมิใจในตัวผมบ้าง
ให้เค้าได้รู้สึกดีในตัวผมบ้าง
ให้เค้าได้รู้สึกว่าเค้าก็ได้รับความรักความอบอุ่นจากผมคนนี้
ให้เค้าได้รู้ว่าเค้าไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกผมดูแลตัวเองได้
และสุดท้ายให้เค้าได้รู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่สำคัญที่สุดในฃีวิตผม
 
ผมอยากจะพูดประโยคหนึ่งกับเค้า แต่มันก็ยากมากจริง ๆ ที่จะพูด ผมอยากจะบอกกับเค้าว่า
"แม่คับ ผมรักแม่นะ"
May 22

22 พ.ค. 2006

 
 
วันนี้วันที่ 22 พ.ค. 2006 วันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง
แต่วันธรรมดา ๆ วันนี้กลับไม่ธรรมดาสำหรับผม
วันนี้อยู่ดี ๆ ผมก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าผม เนี่ยคือคราย
แท้จริงแล้วตัวเองคือครายกันแน่วะ!!!
มึงรู้จักตัวเองดีแค่ไหนเนี่ยยย
ผมเดินไปส่องกระจกซึ่งปกติผมก็ส่องมันบ่อยอยู่แล้วว
แต่คราวนี้ความรู้สึกมันไม่เหมือนทุกครั้ง
ผมหยุดความคิด ทุกอย่าง และมองตัวเองในกระจกอย่างพิจารณา
เชื่อไหมครับว่า ผมเห็นคนแปลกหน้า ยื่นอยู่ในกระจกบานนั้น
ผมรู้สึกว่าเฮ้ย แม่ง กูไม่เคยรู้จักมึงเลยวะ
ไม่เคยรู้จักมึงมาก่อนจริงๆ
กูไม่เคยเหนสายตาคู่นี้มาก่อน
กูไม่เคยเห็นจมูกแบบนี้
เฮ้ยนี่คือ ริมฝีปากของกูหร่อวะเนี่ย
กูไม่เคยเข้าใจแลยว่าแท้จริงแล้วมึงต้องการอะไร
แล้วผมก็เริ่มเห็นตัวเอง
เห็นว่าแท้จริงแล้วการที่มึงทนงตน ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด
และคิดว่าตัวเองมีมุมมองความคิดที่เหนือกว่าผู้อื่นเนี่ย
มึงคือคนโง่ชัด ๆ มึงคือคนขี้แพ้ แค่ตัวเองมึงยังไม่รู้จักตัวเองเลย
แล้วจะไปรู้จักคนอื่น หรือตีค่าคนอื่นได้ไงวะ
ผมจึงค่อยตั้งสติ แล้วค่อยๆคิดว่าตัวเองคือครายมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
แล้วท้ายที่สุดเนี่ยชีวืตผมต้องการอะไรกันแน่
ผมคิดได้อย่างเดียว อย่างเดียว จริงๆๆๆ
ว่าท้ายสุดในชีวืตตัวผมต้องการอะไร
เฮ้ย ผมแค่ต้องการใครสักคนที่ผมรัก และผมก็รักเค้า
ที่จะใช้ชีวืตอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข
ท้ายสุดแล้วทั้งชีวืตสิ่งที่ผมกำลังค้นหา มันก็แค่คน ๆ เดียวนี่ว่า
นี่ผมกำลังทำอะไรมากมายกับชีวิตเนี่ย ทำไปเพื่ออะไรเนี่ย
สุดท้ายชีวืตต้องการแค่คน ๆ เดียว
แต่แน่นอนว่าคน ๆ เดียวนั้น คือคนที่หายากที่สุดในโลก
แค่คนคนเดียวคนนั้นเป็นคนที่เข้าใจผม
แค่คนคนเดียวคนนั้นเป็นคนที่เราใช้เวลาอยู่กับเค้าได้ไม่มีวันเบื่อ
แค่คนคนเดียวคนนั้นคือคนที่เราไม่มีข้อแม้ให้กับเค้า
แค่คนคนเดียวคนนั้นที่ยามเราลืมตาตื่นเราจะเห็นเค้าเป็นคนแรก
แค่คนคนเดียวคนนั้นจะยืนเคียงข้างเราตลอดไป
แต่แค่คนคนเดียว นี่แระ มันหายากที่สุดในโลก!!!
 
บางครั้งความรู้สึกบางอย่างก็วูบผ่านเข้ามาในชีวืต
บางครั้งความเหงาก็ผ่านเข้ามาในชีวืตทั้ง ๆ ที่วันนั้นเป็นวันธรรมดา ๆ นี่เอง
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ผมรู้สึกเหงาจับใจ ไม่รู้จะโทรหาใคร
ไม่รู้จะคุยกับใคร ไม่รู้จะทำอะไร
มีคนบกโลกนี้มากมายเป็นล้านคนแต่กลับไม่มีสักคนที่ผมจะโทรหาได้
จะมีก็แต่คนที่ผมคิดจะโทรหาแต่ผมไม่กล้าโทรหาเพราะผมกลัว
กลัว กลัว กลัว กลัว และกลัว
กลัวว่าผมจะเสียเค้าไปนั่นเอง กลัวว่าวันหนึ่งความหวังที่ผมแอบหวังมาตลอดมันจะมอดดับไป
ถึงมันจะเป็นความหวังที่ผมอาจจะหลอกตัวเองก็ตามแต่ผมก็ยังจะรักษามันไว้
เพราะผมขาดความกล้าที่จะเผชิญกับการผิดหวัง
ใครก็ได้ช่วยให้ผม มีความกล้า หน่อยเถอะ
ผมจะได้เผชิญกับความจริงสักที
 
เออ ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งว่าวันที่ 22 พ.ค.2006 เนี่ย
จริงๆ แล้วมัน ไม่ใช่วันธรรมดาหรอกนะ
เพราะวันที่ 22 พ.ค. 2006 เนี่ยคุณมีวันเดียวในชีวืตคุณ
คุณไม่สามารถ เอาวันที่ 22 พ.ค. 2006 กลับมาได้อีก
ดังนั้นวันนี้จึงไม่ใช่วันธรรมดา หากแต่เป็นวันนี้ที่พิเศษ พืเศษ และพิเศษ
 
ขอบคุณที่ทนอ่าน
 
 

แมงปอ